Alpha Picks Thesis: EAT
Source: Google Sheet Tracking (Tab: EAT)
(21/04/25)
🔸 Brinker International, Inc. (EAT) ☑ หุ้นบริษัท
🔘 หุ้นขนาดกลาง
🔘 แนวเติบโต
🔘 ความเสี่ยง: ปานกลาง
🔘 ช้อนเพิ่มสัดส่วน!
=======================================
🔸 หุ้นนี้มีดี?
▪ หุ้นตัวนี้เคยถูกเลือกเข้าพอร์ต Alpha Picks มาครั้งนึงแล้ว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2024 และสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง +188% และถ้านับเฉพาะปีนี้ ก็บวกขึ้นมาอีก +16% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งมาก
▪ ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หุ้นตัวนี้มีการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นถึง +27% เพราะทำการตลาดได้ดีและคนเข้าร้านมากขึ้น ส่งผลให้กำไรและอัตรากำไรจากการดำเนินงานของร้านอาหารขยับขึ้นมาอยู่ที่ +19.1% แม้ว่าโดยรวมธุรกิจร้านอาหารจะเจอผลกระทบจากอุตสาหกรรม แต่บริษัทนี้ก็ยังทำได้ดีกว่าคู่แข่ง
▪ อีกจุดที่น่าสนใจคือ หุ้นตัวนี้ได้รับการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นขึ้นถึง 20 ครั้งในรอบ 90 วันที่ผ่านมา โดยไม่มีสำหนักไหนปรับลดเลย แสดงถึงความเห็นที่ตรงกันว่า”แนวโน้มยังดีมาก”
=======================================
🔸 ภาพรวมของธุรกิจ:
▪ Brinker International, Inc. (EAT) ยังคงทำผลงานแกร่งในฐานะหุ้นเด่นของ Alpha Picks โดยเติบโตจากราคาที่เข้าพอร์ตตอนแรกที่ 153.45 แล้ว! รวมผลตอบแทน +188%
▪ Alpha Picks ใช้เกณฑ์คัดเลือกหุ้นแบบเน้นข้อมูลที่อัพเดท หุ้นที่ได้คำแนะนำ “Strong Buy” สามารถถูกเลือกซ้ำได้ถ้าครบ 1 ปีแล้ว โดยใช้กลยุทธ์ GARP (Growth at a Reasonable Price) หรือ “หุ้นที่เติบโตดี แต่ต้องราคาสมเหตุสมผลด้วย” คือ ถ้าหุ้นตัวไหนอยู่ในพอร์ตครบ 1 ปีและยังได้คะแนน Quant สูงกว่าหุ้น “Strong Buy” ตัวอื่นมาอย่างน้อย 75 วัน ระบบจะเลือกหุ้นที่คะแนน Quant ดีสุดเข้าพอร์ต ซึ่งรอบนี้ EAT ก็ได้เข้าเกณฑ์นี้พอดีเลย!
▪ Morgan Stanley ก็เพิ่งยกให้ EAT เป็นหุ้นที่น่าสนใจ เพราะมี ROE สูงและโมเมนตัมดี ซึ่งจุดนี้สำคัญกับการเติบโตในอนาคตมากๆ
▪ Alpha Picks มีผลงานดีเรื่องหุ้นที่ถูกเลือกซ้ำ เช่น Modine Manufacturing Company (MOD) ให้ผลตอบแทน +348% ตั้งแต่เลือกครั้งแรกปลายปี 2022 และหลังถูกเลือกซ้ำในต้นปี 2024 ก็ยังบวกอีกกว่า +50% ก่อนจะปิดสถานะไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
▪ EAT คือบริษัทแม่ของร้านอาหารดังๆ อย่าง Chili’s® Grill & Bar, Maggiano’s Little Italy®, และ It’s Just Wings® ที่เน้นขายอาหารราคาย่อมเยา ถูกใจสายประหยัด ปีนี้ก็โตแรงเนื่องด้วยยอดขาย Chili’s ที่ยังเติบโตสูง โดยเฉพาะโปร “3 For Me” ที่ดึงลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าให้กลับมาบ่อยขึ้น แถมควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการได้ดี กำไรก็เลยดีตามไปด้วย
▪ CEO ของ EAT บอกว่า “ยอดขาย Chili’s โตขึ้น 31% เพราะทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่ากลับมาบ่อยขึ้น แม้จะมีโปรโมชันแข่งกันเยอะ แปลว่าเรากำลังสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว”
▪ ผลประกอบการล่าสุดเติบโตดีจนผู้บริหารต้องปรับเป้ารายได้ปี 2025 ขึ้นเป็น 5.25 พันล้าน (จากเดิมที่ 4.75 พันล้าน) และกำไรต่อหุ้นเป็น 8 (จากเดิม 5.5) หุ้นก็เลยทำจุดสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
▪ EAT ยังถูกจัดเป็นหุ้นร้านอาหารที่ได้คะแนน Quant อันดับ 1 อยู่บ่อยครั้ง แถมราคายังน่าสนใจ และพื้นฐานก็แข็งแกร่งขึ้นมากตั้งแต่ถูกเลือกครั้งแรก
=======================================
🔸 ทำไมถึงน่าลงทุน?
▪ EAT ทำผลงานได้ดีแซงหน้าหุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary (XLY) และตลาดหุ้นโดยรวมตั้งแต่ต้นปีนี้ แม้จะอยู่ในช่วงที่คนอเมริกันไม่ค่อยมั่นใจเศรษฐกิจ แต่ EAT ก็ยังเติบโตนำคู่แข่งหลายเจ้า
▪ แม้ทั้งอุตสาหกรรมร้านอาหารจะเจอแรงต้านจากเศรษฐกิจ แต่ EAT ก็ยังทำยอดขายสาขาเดิม โตถึง +27.4% ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของบริษัท ส่วนร้านหลักของบริษัทอย่าง Chili’s ก็ทำยอดขายสาขาเดิมพุ่ง เพราะแคมเปญเด็ด ๆ อย่าง “3 For Me” ที่ให้ลูกค้าเลือกเครื่องดื่ม+อาหารเรียกน้ำย่อย+จานหลัก เริ่มต้นแค่ $10.99 และแคมเปญ Triple Dipper ที่โด่งดังในโซเชียล ก็ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้าร้านอีกมาเพียบ
▪ ด้าน CEO คุณ Kevin Hochman ออกมาบอกเองว่า “เงินที่ลงทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลชัดเจน การตลาดก็โดดเด่น ดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาได้เยอะ ร้าน Chili’s กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง การปรับปรุงร้านและระบบงานก็ช่วยให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ ตอนนี้ Chili’s กลับมาเป็นที่นิยมและแข็งแกร่งในตลาดร้านอาหารแบบ casual dining อีกครั้ง”
▪ แม้จะต้องแข่งกับร้านอื่นที่ออกโปรลดแลกแจกแถม แต่ EAT ก็ยังขยายอัตรากำไรได้ถึง +19.1% เพราะยอดขายที่โตและบริหารต้นทุนได้ดี
▪ ตอนที่ EAT ถูกเลือกเข้าพอร์ต Alpha Picks ในเดือนมีนาคม 2024 ก็ได้คะแนนด้านการลงทุนสูงมากเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกัน สะท้อนว่าหุ้นตัวนี้ไม่ได้เด่นแค่ราคาที่เติบโต แต่พื้นฐานก็ยังแข็งแกร่งด้วย
=======================================
🔸 ประสิทธิภาพการเติบโต
▪ EAT ได้คะแนน Factor Grades ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ถูกเลือกเข้าพอร์ตครั้งแรก โดยเฉพาะด้าน “กำไร” และ “การเติบโต” ที่พัฒนาแบบเห็นได้ชัด สะท้อนว่าพื้นฐานบริษัทแข็งแกร่งและยังมีโอกาสขึ้นต่อเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกัน
▪ นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทปรับประมาณการกำไรของ EAT ขึ้นถึง 20 ครั้งใน 90 วันที่ผ่านมา โดยไม่มีใครปรับลดสักครั้ง
▪ คะแนน “โมเมนตัม” ที่เกรด A+ ตลอดปีที่ผ่านมา และคะแนน “กำไร” และ “การเติบโต” ดีกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน
▪ ไตรมาสล่าสุด EPS เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 2.80 ใน Q2/2025 ด้านรายได้โต +26% จากปีก่อน เป็น $1.36 พันล้าน และกำไรสุทธิอยู่ที่ 5.45% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 4.44%
▪ EAT มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานมากกว่า 164 ล้าน ซึ่งไตรมาสล่าสุด อัตราหนี้สินต่อกำไรเหลือ 2.3 เท่า ทำให้มีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น
▪ EAT มีกลยุทธ์ที่ช่วยให้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง เช่น ปรับเมนูให้เรียบง่ายขึ้น, ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อใช้ในครัว และ เน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยบริษัทคาดว่าอัตราการเติบโตของ EPS ระยะยาว (3-5 ปี) จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มถึง 240%
=======================================
🔸 การประเมินมูลค่าหุ้น:
▪ แม้ราคาหุ้น EAT จะขึ้นมาเกือบ +200% ตั้งแต่ถูกเลือกเข้าพอร์ต แต่ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐาน หุ้นตัวนี้ก็ยังไม่ได้แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary (หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย)
▪ P/E (ราคาต่อกำไร) ของ EAT อยู่ที่ประมาณ 25.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเดียวกันที่อยู่แถวๆ 46 เท่า แปลว่าราคาหุ้นยังถือว่าถูกถ้าเทียบกับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน
▪ PEG Ratio ของ EAT อยู่ที่ประมาณ 0.46-1.1 เท่า ซึ่งแปลว่าหุ้นตัวนี้ “ถูก” มากในแง่ศักยภาพการเติบโต เพราะ PEG ต่ำกว่า 1 หมายถึงราคาหุ้นยังไม่สะท้อนการเติบโตของกำไรในอนาคตเต็มที่ โดย EAT มีส่วนลด PEG ถึง 63% เมื่อเทียบกับกลุ่ม
▪ ราคาหุ้นปัจจุบัน ยังต่ำกว่าจุดสูงสุด 52 สัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 23%
=======================================
🔸 ความเสี่ยง:
▪ ความเสี่ยงเรื่องภาษีศุลกากร เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเรื่องภาษีศุลกากรที่รัฐบาลสหรัฐฯอาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ของร้านอาหาร ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ถ้าบริษัทต้องรับภาระต้นทุนเอง กำไรก็จะลดลง แต่ถ้าขึ้นราคาขาย ผู้บริโภคก็อาจจะซื้อน้อยลง ส่งผลให้ยอดขายลดลงอีก
▪ ถ้าภาษีศุลกากรทำให้ของแพงขึ้น หรือเศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย ก็จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค คนจะใช้จ่ายน้อยลง โดยเฉพาะกับสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น เช่น การกินข้าวนอกบ้าน และอาจเลือกกินร้านที่ถูกกว่าแทน ส่งผลให้รายได้ของ EAT อาจลดลง
▪ การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารสูงมาก หลายร้านออกโปรโมชันใหม่ๆ เพื่อแย่งลูกค้า ถ้า EAT ต้องลดราคาหรือทำโปรโมชันหนักๆ กำไรก็จะหายเพิ่มขึ้นไปอีก
=======================================
🔸 สรุป:
▪ EAT ยังสร้างความประทับใจให้นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลตอบแทน +188% ตั้งแต่ถูกเลือกเข้าพอร์ต
▪ ด้านการบริหารจัดการและควบคุมต้นทุน บริษัททำได้ดีจนขยายอัตรากำไรจากการดำเนินงานร้านอาหารไปถึง +19.1% ขณะที่ EPS ก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 2.80 ภายในปีเดียว
▪ แม้ราคาหุ้นจะขึ้นแรง แต่ EAT ก็ยังถือว่าราคาน่าสนใจ เพราะอัตราส่วน PEG ยังต่ำกว่ากลุ่มเดียวกันถึง 63% หมายความว่าตลาดยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัทเต็มที่ และราคาหุ้นปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์อยู่ 23%
▪ EAT ยังเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินด้วยการลดหนี้ ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น รับมือกับความเสี่ยง เช่น ผลกระทบจากภาษีศุลกากรได้ดียิ่งขึ้น
▪ ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและผลงานต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ถึงกับปรับประมาณการขึ้นถึง 20 ครั้งในปีนี้ สะท้อนมุมมองบวกต่อโอกาสเติบโตในอนาคตของ EAT
=======================================
🔹 ★𝓐𝓓𝓜𝓘𝓝★ : จุดเด่นของ Chili’s คือเมนูที่คุ้มค่า ราคาจับต้องได้ และมีการปรับปรุงสูตรอาหารให้ถูกใจลูกค้ามากขึ้น ทำให้ร้านนี้กลายเป็นตัวหลักที่สร้างรายได้ถึง 89% ให้กับบริษัท ขณะที่ Maggiano’s ซึ่งมีราคาสูงกว่า สร้างรายได้เพียง 11% ของรายได้เท่านั้น แต่ก็อยากให้เพื่อนๆพิจารณาความเสี่ยงด้านภาษีกระทบต้นทุนด้วยครับในหัวข้อ”ความเสี่ยง”
แนวรับ : ลองดู TF: Week ก่อนนะครับ สูงมาก ถ้าใครจะเข้าก็ต้องรับเสี่ยงได้ หรือเสี่ยงรอแนว 122 ครับ