Alpha Picks Thesis: W
Source: Google Sheet Tracking (Tab: W)
(3/12/25)
🔸Wayfair Inc. (W) ☑ หุ้นบริษัทอีคอมเมิร์ซขายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านออนไลน์รายใหญ่
🔘 หุ้นขนาดใหญ่
🔘 แนวเติบโต
🔘 ความเสี่ยง: สูง
=======================================
🔸 หุ้นนี้มีดี?
▪ ผู้นำตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยเจ้านี้ยังคงเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ ถึงแม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังดูเงียบเหงาและความต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์จะลดลงก็ตาม ทางบริษัทเริ่มเห็นตัวเงินจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งเข้ามาช่วยให้ระบบค้นหา ระบบแนะนำสินค้า และการทำงานหลังบ้านลื่นไหลขึ้น จนทำให้นักวิเคราะห์กว่า 27 ราย ต่างพากันปรับคำแนะนำให้น่าสนใจขึ้นในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
▪ หลังจากผ่านช่วงที่ทุ่มเงินลงทุนไปเยอะจนกำไรหดหาย ตอนนี้บริษัทเริ่มกลับมาทำกำไรได้ รายได้เติบโตต่อเนื่อง อัตรากำไรขยายตัว และมีกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่งขึ้นมาก
=======================================
🔸 ภาพรวมของธุรกิจ:
▪ Wayfair คือแพลตฟอร์มออนไลน์เบอร์ต้นๆ สำหรับคนหาซื้อเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน โดยเขารวบรวมแบรนด์หลากหลายไว้ในเครือและขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก
▪ Wayfair ทำผลงานได้ชนะดัชนีกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (XLY) และชนะ SP500 ขาดลอย
▪ แบรนด์ในมือของ Wayfair มีทั้ง Wayfair, Joss & Main, AllModern, Birch Lane และ Perigold ซึ่งทั้งหมดเน้นขาย “ของแต่งบ้าน” แต่จะแบ่งเกรดราคาและสไตล์ให้แตกต่างกันไปเพื่อเจาะลูกค้าคนละกลุ่ม
▪ โมเดลธุรกิจของ Wayfair คือการ “ขายตรงถึงมือลูกค้า” รายได้ส่วนใหญ่กว่า 85–88% มาจากในสหรัฐอเมริกา ส่วนที่เหลือก็มาจากต่างประเทศ เช่น แคนาดาและยุโรป
▪ ระบบจัดการใช้แบบผสมผสาน ระหว่าง “Marketplace” (ให้ร้านค้าส่งของเอง) กับเครือข่ายคลังสินค้าของตัวเองที่ชื่อ CastleGate ซึ่งช่วยจัดการสต็อกและส่งสินค้าบางส่วนให้ ทำให้บริษัทมีของขายเยอะมากโดยที่ไม่ต้องแบกภาระมีหน้าร้านจริงๆ
▪ คู่แข่งของ Wayfair ก็คือยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ Walmart รวมไปถึงร้านเฟอร์นิเจอร์เฉพาะทางและร้านแถวบ้าน แต่จุดแข็งของที่นี่คือการโฟกัสแค่เรื่องบ้านจริงๆ มีสินค้าหลายแบรนด์ ใช้ข้อมูลเจาะใจลูกค้าได้แม่น และลงทุนระบบขนส่งที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะกับของชิ้นใหญ่ๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์
=======================================
🔸 ทำไมถึงน่าลงทุน?
▪ Wayfair ได้รับอานิสงส์จากการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบขาด ช่วยปูทางให้โตได้ในระยะยาว แม้ว่าตลาดบ้าน และเงินในกระเป๋าคนซื้อจะยังติดขัดบ้าง แต่บริษัทก็ยังสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาได้เรื่อยๆ จากการจัดการภายในที่ดีขึ้น
▪ “อย่างที่เราเคยเล่าไปตอนไตรมาส 2 เราเห็นภาพชัดแล้วว่าพื้นฐานที่เพียรสร้างมาหลายปี เริ่มส่งผลให้เราแย่งส่วนแบ่งตลาดและทำกำไรได้ดีขึ้นจริงๆ แม้ว่าสินค้ากลุ่มนี้ในตลาดจะยังซบเซาอยู่ก็ตาม” นี่คือสิ่งที่ซีอีโอ คุณ Niraj Shah กล่าวไว้ตอนประชุมกับนักวิเคราะห์ไตรมาส 3 โดยย้ำว่าการโตของ Wayfair มาจาก “ความเก่งของ Wayfair เอง” ไม่ได้รอพึ่งพาตลาดบ้านฟื้นตัว หรือเรื่องภาษีนำเข้าเป็นปัจจัยหลัก
▪ บริษัททุ่มเงินก้อนโตไปกับเทรนด์ระยะยาว จนโบรกเกอร์อย่าง Truist ยกนิ้วให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใช้ AI ได้เก่งที่สุด เพราะเอา AI ไปแทรกซึมในทุกอณูธุรกิจ มีเครื่องมือเฉพาะตัวชื่อ Muse ที่ใช้ AI ช่วยทั้งงานบริการลูกค้า งานระบบปฏิบัติการ และการดีลกับซัพพลายเออร์ การลงทุนด้านเทคโนโลยีพวกนี้ บวกกับงบการเงินที่แข็งแรง ช่วยให้ Wayfair เปลี่ยนจุดแข็งเดิมที่มี เช่น แคตตาล็อกสินค้ามหาศาล ความได้เปรียบเรื่องขนาดธุรกิจ และระบบสมาชิก ให้กลายเป็นกำไรที่เติบโตได้ยาวๆ แม้เศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม
▪ Wayfair ได้คะแนนเรื่องการเติบโตที่โดดเด่นมาก และราคาหุ้นก็อยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเพื่อนในกลุ่ม แถมยังมีสัญญาณจังหวะการเข้าลงทุนที่ดีมากๆ โดยได้เกรดโมเมนตัมระดับ A+
=======================================
🔸 ประสิทธิภาพการเติบโต
▪ ยอดขายโตขึ้น 8% เทียบปีก่อน แบ่งเป็นในสหรัฐฯ โต 9% และต่างประเทศโต 5% จำนวนลูกค้าที่ใช้งานประจำ กลับมาเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 และยอดสั่งซื้อต่อออเดอร์ก็มูลค่าสูงขึ้นราว 2% ทำให้ได้เกรดการเติบโตระดับ A+
▪ ผู้บริหารมองว่า การที่เครื่องติดแรงครั้งนี้มาจากการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีหลายปีจนเสร็จสมบูรณ์ และการปล่อยฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้คนหาสินค้าเจอง่ายขึ้น ตรงใจขึ้น และเพิ่มโอกาสให้คนกดสั่งซื้อได้สำเร็จมากขึ้น
▪ ด้านกำไรก็ดูดีขึ้นชัดเจน โดยกำไรขั้นต้น อยู่ที่ 30.1%, กำไรส่วนที่เหลือหลังหักต้นทุนผันแปรอยู่ที่ 16% ซึ่งสูงสุดตั้งแต่ปี 2021, กำไรจากการดำเนินงาน ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 93 ล้าน ดีขึ้นกว่าปีก่อนถึงกว่า $100 ล้าน และหนี้สินสุทธิก็ลดลงไปเยอะ จากเดิมเกิน 4 เท่าของกำไร ตอนนี้เหลือแค่ประมาณ 2.8 เท่า
▪ มีนักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทถึง 27 ราย ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรในปีถัดไป ในขณะที่มีแค่ 3 รายเท่านั้นที่ปรับลด แปลว่าความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการทำกำไรของ Wayfair นั้นมีอยู่สูงและเป็นวงกว้าง
=======================================
🔸 การประเมินมูลค่าหุ้น:
▪ ราคาหุ้น W สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมองบวกมาก ทั้งที่ภาพรวมของหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ยังผันผวนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค
▪ สำหรับเกรด Momentum (แรงส่งของราคา) หุ้น W ได้คะแนนในส่วนนี้ค่อนข้างดี
▪ ในด้านความถูกแพง ตอนนี้ซื้อขายกันในระดับราคาใกล้เคียงกับกลุ่มค้าปลีกทั่วไป ทั้งที่ผลงานราคาหุ้น 1 ปีที่ผ่านมาได้เกรด A+ ส่วนค่า PEG (ราคาเทียบการเติบโต) อยู่ที่ประมาณ 0.7 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มถึงราวๆ 60% (ยิ่งต่ำคือยิ่งถูก)
=======================================
🔸 ความเสี่ยง:
▪ ความเสี่ยงหลักของ Wayfair คือความท้าทายในการ “ทำให้แผนสำเร็จจริง” ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังลูกผีลูกคน และโมเดลธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูง
▪ ฝั่งห่วงโซ่อุปทาน ถ้าโลกมีปัญหาการขนส่ง ภาษีนำเข้า หรือค่าขนส่งเหวี่ยงแรงๆ รวมถึงการจัดการโลจิสติกส์พลาด อาจจะกดดันให้กำไรลดลง หรือทำให้ลูกค้าหัวเสียได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับของชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์
▪ ฝั่งความต้องการซื้อ ถ้าตลาดอสังหาฯ ยังซึม ดอกเบี้ยสูงค้างนาน หรือความมั่นใจคนซื้อหดหาย การควักเงินจ่ายค่าของแต่งบ้านหรือสินค้าฟุ่มเฟือยก็อาจจะถูกตัดงบลงเป็นอย่างแรก
▪ วงการนี้แข่งกันดุเดือด ทั้งร้านค้าปลีกเจ้าใหญ่ และเว็บอีคอมเมิร์ซเจ้าอื่นก็จ้องจะแย่งลูกค้ากันเต็มที่ กลยุทธ์ของ Wayfair นั้นพึ่งพาเทคโนโลยีและ AI หนักมาก ถ้าลงทุนไปแล้วไม่ช่วยให้งานดีขึ้นหรือยอดขายไม่มาตามนัด เรื่องการเติบโตและการขยายกำไรก็อาจจะสะดุดได้
=======================================
🔸 สรุป:
▪ Wayfair คือหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดของแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ ที่ขนแบรนด์ในเครือมาเสิร์ฟลูกค้ากว่า 20 ล้านราย ผ่านแคตตาล็อกสินค้าจำนวนมหาศาลจากซัพพลายเออร์หลายพันเจ้า
▪ โมเดลธุรกิจเน้นขายตรงผ่านออนไลน์ ผสมผสานกับระบบ Marketplace และมีคลังสินค้า/ระบบขนส่งของตัวเองชื่อ CastleGate ทำให้มีของให้เลือกเยอะ และพร้อมส่งทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเปลืองต้นทุนเปิดหน้าร้านจำนวนมาก
▪ แม้จะต้องเจอกับพายุเศรษฐกิจและตลาดบ้านที่ซบเซา แต่ Wayfair ก็ยังเดินหน้าแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ต่อเนื่อง ผ่านการปรับปรุงระบบหลังบ้าน การลงทุนเทคโนโลยีและ AI รวมถึงโปรแกรมสมาชิกและแบรนด์หรูที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และดันกำไรให้สูงขึ้น
▪ หุ้น W ให้ผลตอบแทนในช่วงหลังมานี้ค่อนข้างดี ตัวเลขการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ นักวิเคราะห์หลายเจ้าต่างปรับเป้ากำไรเพิ่มขึ้น และมองว่าราคาหุ้น ณ ตอนนี้ ถือว่าสมเหตุสมผล
=======================================
🔹 ★𝓐𝓓𝓜𝓘𝓝★ : Wayfair ขึ้นเป็น “ผู้ชนะตัวจริง” ในศึกชิงยอดขายช่วงเทศกาล Black Friday และ Cyber Monday ปีนี้แบบ”หักปากกาเซียน!” ข้อมูลจาก Earnest Analytics เผยยอดขายช่วงโปรนี้พุ่งขึ้นไปถึง 45.7% ชนะคู่แข่งเบอร์ใหญ่อย่าง Amazon เฉยเลย ที่โตไป 26.1% ชัดเลยว่า…รอบนี้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าที่จะสอยแคมเปญ”สินค้าชิ้นใหญ่” พวก โซฟา และเตียง 2 อย่างนี้ขายดีมาก!
สำหรับผม มองว่าเพื่อนๆที่จะลงทุนหุ้นนี้ ต้องชอบตลาดเฉพาะจริงๆ เพราะ W ถนัดตลาดเฉพาะอย่าง คือโฟกัสบ้านล้วนๆ มีแต่ของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์เป็นสิบล้านไอเทม เลือกได้ตั้งแต่ถูกยันพรีเมียม แพลตฟอร์มก็ออกแบบมาให้ค้นหาของแต่งบ้านง่ายกว่า Amazon เยอะ ทั้ง AR ให้ลองวางเฟอร์นิเจอร์ในห้อง, ระบบแนะนำของด้วย AI, รูปเยอะ รีวิวเยอะ คือถ้าโจทย์คือมองหาหุ้นแนวๆเฉพาะแบบนี้ก็น่าสนใจ พื้นฐานก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
แต่อย่าไปมองภาพใหญ่ว่าต้องไปแข่งกับ AMZN กับ WMT อันนี้คงไม่ได้ลงทุนแน่นอน 🥶 เพราะมุมไหนก็สู้ไม่ได้ครับ เรื่องสเกล เงินสด พลังแบรนด์ กับฐานลูกค้า เลยต้องมองมุมอย่างที่ว่าด้านบนจริงๆ
ความเสี่ยงที่มองก็คือแม้พื้นฐานดีขึ้นแต่ก็ยังขาดทุน และรอบเศรษฐกิจก็มีผลนะ ถึงแม้จะบอกว่าได้ส่วนแบ่งได้เรื่อยๆ แต่ก็ถ้าเศรษฐกิจมันหนักสาหัสจริงๆ ก็มีโอกาสดิ่งยาวได้เหมือนกัน ลองดูกราฟช่วงเศรษฐกิจโหดๆได้ครับ อารมณ์นักลงทุนกลัวก็รู้ๆกันอยู่ ก็อาจจะไม่แย่เท่าอดีต แต่ใครจะรู้?? เทียบกับหุ้นใหญ่ที่ให้ความรู้สึกต่างกัน อย่าง AMZN กับ WMT ที่ลงโหดยังไง… เดี๋ยวราคามันก็จะกลับมา All time high อยู่ดี… ซึ่งอันนี้ก็อยู่ที่มุมมองของเพื่อนๆด้วยครับ
📌แนวรับ : 80 และ $73